สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ในเครือสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์

                             ABOUT US  |  EVENTS  |  NEWS  |  ALUMNI BOARD  |  WEBBOARD  |  CONTACT US

 

         

                                              ซามูไรบอนด์

                                                  

                                                                                                                                         อรุณ จิรชวาลา

      

           

               อรุณ จิรชวาลา สอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เป็นที่ 1 ของรุ่น หลังจากเรียนที่จุฬาฯ ได้ไม่นาน ก็สอบชิงทุนโคลัมโบไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย จบการศึกษากลับมา ทำงานทางด้านการเงิน และการธนาคาร ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ หลายแห่ง ตำแหน่งสุดท้ายคือ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารนครหลวงไทย ก่อนที่จะลาออกมาประกอบธุรกิจส่วนตัว อรุณมีผลงานการเขียนมากมาย ทางด้านการเงิน และการธนาคาร ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์และวารสารชั้นนำของไทย

    _____________________________________________________________________________________________________________________________________

              2 สัปดาห์ก่อน มีข่าวเรื่องกระทรวงการคลังจะไปออกซามูไรบอนด์ 5.5 หมื่นล้านเยน หรือประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท การกู้ยืมครั้งนี้เพื่อนำไปชำระหนี้เดิมที่กำลังจะครบกำหนดในช่วงเวลาเดียวกัน หรือที่เรียกกันว่า เป็นการรีไฟแนนซ์หนี้ ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน ก็มีข่าวจากกระทรวงการคลังเช่นกันว่า กำลังส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจหลายแห่งไปกู้เงินจากประเทศเศรษฐีน้ำมันในตะวันออกกลางตามหลักศาสนาอิสลาม หรือที่มีชื่อเรียกว่า  สุขุก เพราะจะได้เงื่อนไขดีกว่าเงินกู้ต่างประเทศในตลาดอื่นๆ    

              ผมเห็นข่าวแล้วรู้สึกสลด เพราะทราบดีว่า คณะรัฐมนตรีชุดเดิมอยู่ในสภาพเป็ดง่อย คงไม่มีใคร อยากทำอะไรแล้ว หรือถึงสั่งอะไรไปก็คงไม่มีใครเชื่อฟัง ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ก็คงยุ่งอยู่กับเรื่องการเมืองภายใน และวุ่นวายกับการแบ่งเค็กจัดสรรผลประโยชน์ คงไม่มีเวลาหรือสมาธิเพียงพอที่จะมาสนใจเรื่องที่ยังไม่เป็นประเด็นการเมือง    

              ก็ไม่เป็นไรครับ ถือว่าผมฟ้องประชาชนก็แล้วกัน    

              ความจริงรัฐบาลขิงแก่ก็มีนโยบายให้กระทรวงการคลังกับรัฐวิสาหกิจเร่งรีบชำระคืนเงินกู้ต่างประเทศอยู่แล้ว เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของแบงก์ชาติในการดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งเกินไป เพียงแต่เป็นนโยบายที่ไม่มีมาตรการหรือกฏระเบียบให้ต้องปฏิบัติ และไม่มีการติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่จึงเอาหูไปนา เอาตาไปไร่   

              ผมขอช่วยทบทวนหลักการในการกู้ยืมจากต่างประเทศของภาครัฐ ซึ่งเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังกับผู้บริหารแบงก์ชาติหลายต่อหลายคน ที่เคยทำงานในเวิลด์แบงก์ ไอเอ็มเอฟ หรือเอดีบี ก็คงจะเคยทราบดี แต่อาจจะลืมไปแล้ว                              

              การกู้ยืมต่างประเทศของภาครัฐ โดยทั่วไปจะทำเพื่อลดภาระที่การลงทุนและการใช้จ่ายมีต่อทุนสำรองและดุลการชำระเงินของประเทศเท่านั้น เวลาเวิลด์แบงก์หรือเอดีบีวิเคราะห์โครงการที่มาขอกู้ ก็จะพิจารณาจำนวนเงินให้กู้ยืมด้วยหลักการเดียวกัน คือจะไม่ให้กู้ยืมทั้งจำนวน แต่จะให้เฉพาะส่วนที่ต้องนำไปใช้ในการนำเข้าจากต่างประเทศ (Import Content) สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนที่เกิดขึ้นภายในประเทศ (Local Content) เป็นหน้าที่ที่ประเทศสมาชิกที่ขอกู้จะต้องจัดหาเอง   

              แม้แต่ในกรณีที่ให้กู้ยืมกับรัฐบาลโดยตรง เพื่อสนับสนุนการขาดดุลการคลัง ก็ต้องพิจารณาว่าเป็นการขาดดุลที่จำเป็น และให้กู้เพียงบางส่วนเพื่อผ่อนปรนภาระที่การขาดดุลมีต่อดุลการชำระเงิน (Balance of Payment Support) และฐานะทุนสำรองของประเทศ   

              ในภาวะปัจจุบันที่รัฐบาล แบงก์ชาติ และกระทรวงการคลัง ยืนยันมาโดยตลอดว่า ประเทศไทยมีฐานะการเงินเข้มแข็ง มีทุนสำรองเพียงพอหรือเกินพอ ถึงกับต้องพยายามปิดกั้นเงินทุนไหลเข้าด้วยมาตรการสำรอง 30% และผลักดันให้เงินทุนไหลออก จึงไม่มีเหตุผลใดๆที่ภาครัฐจะต้องไปก่อหนี้ต่างประเทศอีก
ขอย้ำอีกครั้งครับว่า ไม่มีเหตุผลสนับสนุนด้วยประการทั้งปวง การกล่างอ้างว่าเพื่อสร้างอัตราอ้างอิงให้กับตลาดตราสารหนี้ไทยในต่างประเทศ เป็นเรื่องเหลวไหล ไร้สาระ และเป็นตรรกนอกตำรา เป็นคำอธิบายที่ได้มาจากโบรกเกอร์ต่างประเทศที่อยากได้ค่าธรรมเนียมจัดจำหน่าย ตัวผมอยู่ในแวดวงการเงินมาเกือบ 30 ปี จำไม่ได้ว่าเคยเห็นรัฐบาลสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ ไปออกตราสารหนี้ในประเทศอื่น เพื่อสร้างอัตราอ้างอิงดังกล่าว  

              ต่อไปผมอยากเห็นกฏระเบียบว่า เมื่อรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจจะไปก่อหนี้ต่างประเทศ ให้ทำหนังสือสอบถามแบงก์ชาติก่อนว่า สอดคล้องกับแนวโน้มดุลการชำระเงินในขณะนั้นหรือไม่ และถ้าก่อหนี้ในประเทศแทน ตลาดภายในจะรองรับได้หรือไม่ ทุนสำรองที่มีอยู่เพียงพอที่จะรองรับหรือไม่  

              สำหรับแบงก์ชาติ ผมอยากเสนอให้รีบแจ้งให้กระทรวงการคลังทราบอย่างเป็นทางการว่า ปัจจุบันฐานะทุนสำรองของประเทศเข้มแข็ง ดุลการชำระเงินเกินดุล มีสภาพคล่องส่วนเกินในประเทศที่เป็นภาระต้องดูดซับออกเกือบ 2 ล้านล้านบาท เพียงพอที่จะรองรับการชำระคืนหนี้ต่างประเทศของภาครัฐ และเพียงพอต่อการลงทุนในโครงการต่างๆอย่างน้อยอีกหลายปี หรือจนกว่าจะแจ้งให้ทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลง  

              แบงก์ชาติไม่ควรจะวางเฉย เพราะการกระทำของกระทรวงการคลังกับรัฐวิสาหกิจอีกบางแห่ง มีผลกระทบต่อความสามารถในการทำหน้าที่ของแบงก์ชาติเองในการดูแลค่าเงินบาท อยู่ในเรือลำเดียวกัน ไม่ควรต่างคนต่างแจวไปคนละทางอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  

              แต่ที่สำคัญที่สุด อยากให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงทรงส่องทางไว้ให้ ถ้าต้องกู้ยืม ก็กู้ยืมกันเองภายในประเทศก่อน อย่าไปเอาโซ่ของประเทศอื่นมาพันธนา การ ประเทศของตนเองโดยไม่จำเป็น 
        
 

                                    กลับไป มุมนักอ่าน พบ นักเขียน

                 

หมายเหตุ : ลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของบทความนี้ เป็นของผู้เขียนบทความแต่เพียงผู้เดียว ท่านผู้อ่านที่สนใจจะนำบทความนี้ ไปเผยแพร่ สามารถติดต่อได้ที่ info@cualumni.us             

                                                       

                     ABOUT US  |  EVENTS  |  NEWS  |  ALUMNI BOARD  |  WEBBOARD  |  CONTACT US

                          Copyright 2008 Chulalongkorn University Alumni Association of California