สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ในเครือสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์

                             ABOUT US  |  EVENTS  |  NEWS  |  ALUMNI BOARD  |  WEBBOARD  |  CONTACT US

 

         

                               Marathon

                                                                     ตอนที่ 4

                                                                                                          น.พ. สุวัฒน์ สุวรรณวานิช

 

โรคจากการวิ่ง                       

ก่อนหน้านั้นได้พูดถึงเรื่องของเท้า แล้วก็เลยไปส่วนอื่นของขา แต่ลืมเรื่องสำคัญที่สุดของเท้าเสียนี่ เพราะมันเกิดกับเราบ่อย ๆ พอนึกออกไหมครับ เท้าเคล็ดหรือแพลงไงครับ จำรูปภาพของการเดิน ตอนที่เท้ามันลอยอยู่กลางอากาศ ตอนนั้นเขาเรียกว่า แกว่งเท้า Swing phase แล้วมันก็แกว่งไปข้างหน้า จากนั้นมันก็ต้องลงแตะพื้น ตอนลงนี่ตัวฝ่าเท้าจะบิดเข้าข้างในหน่อย ส่วนหลังเท้าอยู่ด้านนอก (ขานะครับ มันแกว่งไปแบบออโตเมติค) พอ ส้นเท้าแตะพื้น ฝ่าเท้ามันจะบิดให้ราบกับพื้นพอดี อย่างนี้ก็เรียกว่า เหยียบพื้นเต็มฝ่าตีน ถ้าถูกต้องตามนี้ก็ไม่เกิดเรื่อง แต่พอดี พื้นที่เราจะเหยีบลงไปมันเป็นหลุมเป็นบ่อ หรือเดินก้าวลงจากขอบถนน หรือบันได  มัวแต่คุย มองอีสาวหรืออ้ายหนุ่มอยู่ หรือกำลังคิดอะไรเพลิน ด้วยความเคยชิน ฝ่าเท้ามันกำลังหงายอยู่ครึ่ง ๆ ส้นเท้าก็ไม่ยอมแตะพื้นสักที

เพราะยังไม่มีอะไรมารองรับส้นเท้าเรา เพราะเป็นหลุมหรือพื้นที่ต่ำกว่า ด้วยน้ำหนักของ ตัวเรา และด้วยความเร็วที่ตัวเราพุ่งไปข้างหน้า ก็ดันให้ตัวเราเอี้ยวไปตามขาข้างนั้น และพุ่งไปข้างหน้า   ก็เท่ากับฝ่าเท้าเรายังไม่วางราบ และฝ่าเท้าบิดเข้าข้างใน น้ำหนักตัวเราแทนที่จะลงที่ฝ่าเท้าก็ไปลงที่ตาตุ่ม ตอนที่เท้าแตะก้นหลุม เราถึงหกล้มลงทางด้านข้างไงครับ ฟังแล้วเหนื่อย ก็ลองไปทำดูเอาเองก็แล้วกัน ว่าข้อเท้าจะแพลงแบบผมบอกหรือเปล่า

เอ็นที่ไม่ได้ทำหน้าที่รับน้ำหนักมากอย่างนั้นตามตาตุ่มและกระดูกข้อเท้าก็เลยฉีกขาด ถ้ามากกว่านั้นอาจกระชากเอากระดูกตาตุ่มตามออกมากด้วย กับเอ็นที่ขาด

อาการของเท้าแพลงก็ บวม แดง แน่นอนปวดมากเลย แล้วต่อมาสักวันก็มีอาการช้ำเขียวที่เราเรียกว่าห้อเลือด

เคยไปประชุมแพทย์ที่ซานฟรานซิสโก แล้วไปเห็นพวกสาว ๆ ใส่รองเท้าส้นสูงเดินขึ้นเดินลงตามถนนที่ขึ้น ๆ ลงตามเนินที่ชัน ต้องขอชมว่าเก่งมาก พวกใส่ส้นสูงนี้จะเกิดหกล้มแล้วขาแพลงมีมาก และจะเกิดตอนเดินขาลงตามเนิน ตอนขาขึ้น เกิดได้ยากหน่อย

         ที่เล่าให้ฟังละเอียดนี่ ผมไม่ได้เขียนเพื่อทำดอกเตอร์ดีกรีหรอกครับ เพียงให้ทราบถึงความพิศดารของขาเรา การที่เราเดินได้อย่างปรกตินั้น อันแรกก็เพราะเรามีรีเฟรกส์ที่ดี Reflex ของร่างกายหรือที่เท้า และเรามีการป้อนข่าวสาร ให้สมองรู้อยู่เสมอว่า ทำอะไรอยู่ Feed back โดยผิวหนัง กล้ามเนื้อและไขข้อ รวมทั้งสายตา คอยส่งข่าวให้ถูกต้องว่าขาอยู่ในลักษณะไหน และประการสุดท้าย คือเราต้องมีสตอยู่เสมอว่าทำอะไรอยู่ อย่าทำอะไรตามความเคยชิน ตาคอยดูว่าพื้นมันเป็นลักษณะขรุขระ มีหลุมมีบ่อ เทศบาลเขาเอาฝาท่อปิดอยู่หรือเปล่า

คนที่สร้างทางเดินก็ต้องมีความรู้ว่าอย่าทำสีสรรให้มันลายตาดูยาก จนแยกไม่ออกว่า ตรงไหนเป็นที่สูงที่ต่ำ ลักษณะของการชอกช้ำจากข้อเท้าแพลงคือ หลังเท้าจะบวมตามด้านนอก คือเอ็นสามเหลี่ยมที่เรียกว่า Deltoids ligament อาจขาด คือเอ็นระหว่างเชื่อมล้นเท้ากับกระดูกตาตุ่มด้านนอกขาด ถ้ามากกว่านั้นก็ถึงกับดึงเอากระดูกตาตุ่ม Maleolus ขาดไปด้วย

          ส่วนการขาดหรือเท้าแพลงของตาตุ่มด้านในเกิดได้น้อยมาก

การรักษา ก็ต้องน้ำแข็งก่อนสี่สิบแปดชั่วโมง แล้วก็น้ำอุ่นตาม ถ้าได้ Elastic bandage พันรอบข้อเท้าให้แน่น ๆ หน่อย ก็พอก็เดินได้ กินยาแก้ปวดที่เล่ามาก่อนแล้ว ยาดีก็มี แต่ต้องให้หมอสั่ง เช่นพวก Celebrex Vioxx พวก แก้ปวดแรง ๆ Codeine หรือ Codone ทั้งหลาย แต่ถ้าเป็นมาก ก็ต้องหาหมอ เอ๊กซเรย์ ถ้าไม่หักแต่เอ็นชอกช้ำและฉีกขาดมาก เขาอาจให้ใส่เฝือกชั่วคราว ถ้ากระดูกตาตุ่มหรือข้กระดูกข้อเท้า Tarsal bone หักหรือแตก ก็ต้องผ่าตัดกันละ คือเขาเอาสกรูเชื่อมโดยเอาเศษกระดูกชิ้นนั้น ปะเข้าไปที่กระดูกใหญ่ แล้วก็ใส่เฝือก สี่ถึงหกอาทิตย์ ซวยไป

การเจ็บปวดที่ต้นขา Thigh เป็นมากที่สุดก็คงเป็นกล้ามเนื้อหลังขา-อ่อน Hamstring muscle (แปลว่าเชือกผูกหมูแฮม) หรือ กล้ามเนื้อแฮมสตริง พวกนี้เกิดได้เพราะก่อนวิ่งไม่ทำการยืดเส้น ยืดกล้ามเนื้อนี้เสียก่อน เพราะมันเป็นกล้ามเนื้อที่ยาว อาจปวดเมื่อยหลังวิ่ง แต่พรรคพวกที่อยู่ ๆ ไม่เคยวิ่งแข่งมาก่อน พอมีคนชวนหรือท้า ก็เลยวิ่งแข่งเร็วกับเขา อาจทำให้กล้ามเนื้อฉีดเป็นแห่ง ๆ ได้ อย่างนี้ก็ต้องรักษาด้วยการพัก และรักษาด้วยวิธีการที่เล่ามาหลายครั้งแล้วที่เกี่ยวกล้ามเนื้อ จนกว่าจะหายเจ็บ แล้วค่อย ๆ หัดยืดเส้น (ดูรูปการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ ) ถ้าฉีดขาดมากจนผิวหนังแทบนั้นดูช้ำเลือดช้ำหนอง แสดงว่ามีการฉีกขาดมาก จนเลือดซึมออกมา อย่างนี้ก็ต้องผ่าตัดซ่อมแซมกันละ  นอกนี้ก็มีการบวมของถุงน้ำของ กระดูกที่รองนั่ง(ลองจับดูก้นของตัวเอง ตรงที่กระดูกที่ต่ำสุดที่กดอยู่เก้าอี้นั่นแหละ)แบบนี้นั่งบนที่แข็ง จะเจ็บตรงกระดูก ถุงลองกระดูกบวมนี้เรียกว่า Ischial bursitis คนไข้จะนั่งไม่อยู่สุข เหมือนคนเป็นโรคริดสีดวงอักเสบอย่างงั้นแหละ

พวกที่กระดูกเชิงกรานกว้าง ๆ เช่นผู้หญิงตระโพกผาย อาจจะไปปวดที่ตะโพกด้านข้างหลังวิ่งเพราะถุงน้ำกันชนที่อยู่ระหว่างด้านบน สุดของกระดูกตะโพก Trochanter of the Femur จะถูกบีบโดยกล้ามเนื้อตะโพก Gluteus medius & maximus (ผู้หญิงที่ตะโพกใหญ่ ไม่มีปัญหาตอนออกลูก แต่เจ็บตะโพก ตอนไล่ตามจับสามีเจ้าชู้ เพราะวิ่งแล้วเจ็บตะโพก) อ้ายโรคนี้ก็ต้องหยุดวิ่ง เดินเร็ว ๆ ก็พอ หรือเล่นกีฬาอย่างอื่นเสีย ดังนั้นการไล่จับสามีเจ้าชู้ เป็นสิ่งไม่ควรทำ

โรคปวดหลัง จากการวิ่ง หรือปวดก่อนวิ่งก็เป็นปัญหามาก

          การจะออกไปวิ่ง ก็ต้องหาหมอดูด้วยนะครับ คือดูสภาพ ของ เวลา อย่างตอนกลางคืน อย่างนี้ถือว่าฤกษ์ไมดี อย่างไปวิ่งดีกว่า อาจอันตรายแก่ตัว อากาศนี่ก็สำคัญ ถ้าร้อนจัด หนาวจัด ก็ควรงดวิ่ง  สถานที่ ก็ต้องดูว่าน่าวิ่งหรือเปล่า เช่นถิ่นคนดำ หรือแม็กมาก ๆ และถิ่นคนจนมาก ๆ  ถ้าจะดีควรวิ่งในปาร์คที่มีคนหน่อย แต่แถวดาวน์เทาน์เอลเอ ผมว่าไปเล่นกีฬาอื่น หรือเล่นโปลิสจับขโมยกับลูกจะสนุกกว่า

การจะเริ่มหัดวิ่ง ต้องถามตัวเอง หรือหมอว่าโอเคหรือเปล่า ถ้าเคยเป็นโรคหัวใจ โรคข้อกระดูก มะเม็ง เส้นประสาท หรือโรคสมอง หรือกินยารักษาอะไรอยู่ ยิ่งต้องให้หมอเขาตรวจดู มิฉะนั้น ศพของคุณอาจจะไปนอนอยู่ในโรงพยาบาลไหนก็ได้ แบบไม่มีญาติ โอ้! เวลาไปวิ่งควรพกใบไอดีไปด้วย สำคัญนะครับ แล้วอย่าไปเที่ยวอ่านหนังสือที่มาจากเมืองไทย ที่เที่ยวแนะนำให้เลิกกินยา ไม่ว่าเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง ตับแข็ง ตับอ่อน เป็นโรคเอ็ดส์ โรคไขข้อ มาทำตามวิธีของเขาดีกว่า ผมก็ไม่รู้ว่าคนทั่วไป ถึงเชื่อเรื่องโกหกพกลมพวกนี้ได้ง่าย แล้วหนังสือก็ขายดีเสียด้วยซี แถมขู่อีกว่า ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ พวกนี้บาปกรรมจริง ๆ เลย น่าเหยียบจริง ๆ หาเรื่องให้คนตายง่าย ๆ

ถ้าทุกอย่างโอเค ก็เริ่มเดินก่อน ดูซีว่าเดินสักหนึ่งไมล์ แบบเร็วขนาดไปธุระ อย่าหยุดระยะทางว่าจะทนไหวไหม ถ้าไหว วันต่อมาก็เริ่มวิ่งเหยาะ ๆ 100 เมตร แล้วก็เดิน 100 เมตรสลับกันไปเรื่อย ๆ ทำหลาย ๆ วัน จนแน่ใจว่าขาจะทนไหว ก็วิ่งอย่าง เยอะ ๆ เขาเรียกว่า Jogging นี้สักหนึ่งกีโล แล้วก็เพิ่มระยะทางขึ้น หรือเร่งความเร็วขึ้นหน่อย เป็นขั้น ๆ ไปเรื่อย จนกว่าแข็งแรงพอจะไปวิ่งมาราทอนกับเขาได้ เรื่องน้ำดื่มต้องพกติตตัวไป อย่าได้ขาดน้ำเด็ดขาด ถ้าดีควรจะเป็นจำพวก เกโตเรด จะได้ไม่เป็นตะคิวได้ง่าย อย่าดื่มกาแฟก่อนวิ่ง เพราะอาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว และปวดเยี่ยวได้บ่อย เดือดร้อนหาห้องส้วมอีก 

          Enjoy jogging นะครับ (จบละครับ)

 

 

            กลับไป ตอนที่ 3                                                                      

                                                                                                

   หมายเหตุ : ลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของบทความนี้ เป็นของผู้เขียนบทความแต่เพียงผู้เดียว ท่านผู้อ่านที่สนใจจะนำบทความนี้ ไปเผยแพร่ สามารถติดต่อได้ที่ info@cualumni.us             

                                                       

                     ABOUT US  |  EVENTS  |  NEWS  |  ALUMNI BOARD  |  WEBBOARD  |  CONTACT US

                          Copyright 2006 Chulalongkorn University Alumni Association of California